วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

10 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลกที่ไม่ควรพลาด

10 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลกที่ไม่ควรพลาด

สถานที่ที่มนุษย์ใฝ่ฝันถึงและจะต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต

Skardu Valley

ในประเทศปากีสถาน ครอบคลุมพื้นที่ 26,000 ตารางเมตร สถานที่ที่ทำให้นึกถึงสวรรค์


Shangrila, ปากีสถาน

สถานที่ที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นสวรรค์บนโลก ท่ามกลางยอดเขาที่สูงที่สุด ล้อมรอบด้วยต้นไม้และดอกไม้


Lake Saiful Malok, ปากีสถาน

ความงามที่อยู่ใกล้กับเมืองแห่งหุบเขาทางเหนือสุดของ Kaghan ใกล้ๆ กับ Naran มีนิยายที่ชื่อว่า Saiful Muluk เขียนโดย Mian Muhammad Bakhsh กวีอันมีชื่อเสียง กลอนนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลสาบแห่งนี้ ที่เป็นความสุดยอด


The Grand Canyon, สหรัฐอเมริกา

แม่น้ำโคโรราโด รัฐแอริโซนา ในสหรัฐอเมริกา ในพื้นที่ที่มีความยาว 277 ไมล์ และกว้าง 4 - 8 ไมล์ ทางน้ำลึกระหว่างหุบเขาที่เกิดจากแม่น้ำโคโรราโดตั้งแต่ 6 ล้านปีก่อน


The great Barrier Reef, ออสเตรเลีย

สถานที่หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ The great Barrier Reef ถือเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 300,000 ตารางกิโลเมตร มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งเต่าทะเล วาฬ โลมา
หอยและปลาหมึกกว่า 4,000 ชนิด และปลา 1,500 สปีชี่


Cape Town, แอฟริกาใต้

เมืองที่สวยที่สุดของแอฟริกา มีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด มรดกทางสถาปัตยกรรม Rhodes Memorial และชายหาดที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว


ทัชมาฮาล, อินเดีย

อีกหนึ่งสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของโลก สร้างโดยกษัตริย์ Shah Jahan เพื่อระลึกถึงราชินี Mumtaz Mahal ความสวยงามที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรม Mughal


Canadian Rockies, แคนาดา

ดินแดนมหัศจรรย์และความสนุกสนานของนักท่องเที่ยว อยู่ทางตะวันตกของแคนาดา มีอุทยานแห่งชาติถึง 5 แห่ง การปีนเขาถือเป็นเรื่องที่น่าท้าทาย


มาชู ปิกชู, เปรู

เมืองสาบสูญแห่งอินคา เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู


ปิรามิด, อียิปต์

อนุสรณ์สถานของสิ่งก่อสร้างฐานสี่เหลี่ยม และก่อให้สูงขึ้นเพื่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยม จนปัจจุบันมีประมาณปิรามิด 118 แห่งที่ถูกค้นพบ

Top 5 มหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในโลก

ว่ากันว่ารสนิยมหรือความชอบก็มีอิทธิพลไม่น้อยไปกว่าหลักสูตรในการเลือก U สักที่ MBA News Thailand จึงขอนำเสนอ Top 5 มหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในโลกตามการจัดอันดับของ Forbes.com เมื่อเร็วๆ นี้มาให้ดูกันเพลินๆ
มือวางอันดับ 1 คือ Kenyon College ตั้ง อยู่ที่เมือง Gambier รัฐ Ohio ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่โตเกินไป ผสมการตกแต่งสไตล์ Midwestern ตบท้ายด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Middle Path” ทางเดินขนาดกว้าง 10 ฟุต ที่มีบรรยากาศสวยงามทั้งสองข้างทางตลอดทุกฤดูกาล
Kenyon College
Kenyon College

ตามมาด้วยรองแชมป์อย่าง Oxford University ตั้งอยู่ที่เมือง Oxford ประเทศอังกฤษที่ David Mayernik อาจารย์ชื่อดังแห่ง Notre Dame’s School of Architecture บอกว่ามันคือ “the most covetable university building in the world.”
Oxford University
Oxford University
ส่วนอันดับ 3 เรียกว่าเป็นซุป’ตาร์ มหา’ลัยตัวเก็ง 1 ใน 8 ซึ่งดังที่สุดในกลุ่ม Ivy League ด้วยกัน เพราะสร้างโดยใช้ศิลปะแบบโกธิกแท้ๆ มาตกแต่ง พร้อมความสวยงามกะทัดรัดเป็นธรรมชาติขนาด “human scale” ที่ว่ากันว่า “Everything on campus is within a 10-minute walk.” อีกด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ว่านี้ก็คือ Princeton University นั่นเอง
Princeton University
Princeton University
ส่วน Scripps College นั้นตกอยู่ในอันดับที่ 4 ด้วยความสวยงามน่ารักในรายละเอียด โดยทางมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนพันธุ์ไม้ไปตามฤดูกาลเช่น ทิวลิป ซิคคามอร์ เมเปิ้ล อัลมอนด์ ต้นส้ม ฯลฯ ซึ่งช่วยให้ทิวทัศน์ไปกันได้กับตัวอาคารอย่างกลมกลืนที่สุด
Scripps College
Scripps College
อันดับสุดท้ายตกเป็นของ Stanford University ที่กลมกลืนทั้งโครงสร้างอาคาร การให้สี เทคโนโลยีการก่อสร้าง กระทั่งวัสดุที่ใช้นั้นว่ากันว่าความงดงามของ U นี้อยู่เหนือกาลเวลา ส่วนทั้งหมดที่กล่าวมาจะจริงหรือไม่จริงนั้นต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตาสักครั้ง
Stanford University
Stanford University

เทรนด์สำหรับฤดูหนาว








10 โรงแรมดีที่สุดในโลก

นิตยสารด้านการ ท่องเที่ยวชั้นนำของโลก “ทราเวล แอนด์ ลีเชอร์” เผยผลการสำรวจความเห็นผู้อ่านภายใต้หัวข้อ  “โรงแรมดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2010 โดยได้เรียบเรียงผลการโหวตออกมาทั้งสิ้นจำนวน 100 อันดับตามคะแนนโหวตที่ได้
ที่ผ่านมานิตยสารดังกล่าวได้ทำการสำรวจ ความเห็นเกี่ยวกับ โรงแรม สปา สนามบิน เมือง เกาะ เรือสำราญ ฯลฯ ที่ผู้อ่านทั่วโลกชื่นชอบและคิดว่า “ดีที่สุดในโลก” อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 15 แล้ว
ในส่วนของ “100 โรงแรมดีที่สุดในโลก” ประจำปีนี้ มีอยู่ 69 โรงแรมที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยมี 8 แห่งอยู่ในประเทศอินเดีย, 7 แห่งในประเทศแอฟริกาใต้ , 6 แห่งในประเทศอิตาลี และอีก 6 แห่งในประเทศฝรั่งเศส ที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ รวมทั้งในกัมพูชาด้วย (1 โรงแรม)
เป็นที่น่ายินดีว่า “โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ” ได้รับการโหวตให้ติดอันดับท็อปเท็น เป็นโรงแรม “ดีที่สุดในโลก”  อันดับที่ 7 ประจำปีนี้ ในขณะที่โรงแรมอื่นๆ อีก 3 แห่งของไทยทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ก็ติดโผ “100 โรงแรมดีที่สุดในโลก” ประจำปีนี้ด้วยเช่นกัน (ดูรายละเอียดท้ายบทความ)
อย่างไรก็ตามขอคัดเฉพาะ 10 อันดับแรกที่ได้รับยกย่องว่าเป็น “โรงแรมดีที่สุดในโลก”  ประจำปี 2010 มารายงานให้ทุกท่านทราบ…มาดูกันว่าจะมีที่ไหนบ้าง

& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010


10 อันดับโรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับ ที่ 1 โรงแรม โอเบอรอย วันยาวิลาส (Oberoi Vanyavilas)

เมือง รามธัมโบร์ (Ranthambhore) ประเทศอินเดีย


คะแนนที่ได้: 97.26 (ปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 2)

& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ 2 โรงแรม ทริปเปิ้ล ครีก รานช์  (Triple Creek Ranch) เมือง ดาร์บี้ รัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา

คะแนนที่ได้: 96.76 (ปีที่แล้วไม่ติด 1 ใน 100 โรงแรมดีที่สุดในโลก)
& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ 3

โรงแรม  แฟร์มอนท์ มาร่า ซาฟารี คลับ  (Fairmont Mara Safari Club)
เมือง มาไซมาร่า  ประเทศเคนย่า

คะแนน ที่ได้: 96.31 (ปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 86)
& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ 4

โรงแรม  ซาน อิสิโดร รานช์, อะ โรสวูด รีสอร์ท 
(San Ysidro Ranch, A Rosewood Resort)
เมือง ซานตา บาร์บารา  มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

คะแนนที่ได้: 96.17 (ปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 64)
& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ 5 โรงแรม โอเบอรอย  อามาร์วิลาส  (Oberoi Amarvilas)


เมือง อัครา ประเทศอินเดีย

คะแนนที่ได้: 95.94 (ปี ที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 28)

& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ 6

โรงแรม นิสเบ็ท แพลนเตชั่น บีช คลับ (Nisbet Plantation Beach Club)

รัฐ เนวิส ประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส*
* ประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ตั้งอยู่ในหมู่เกาะลีเวิร์ด  (Leeward Islands) เป็นประเทศเกาะในทะเลแคริบเบียน และเป็นประเทศเล็กที่สุดในซีกโลกตะวันตก

คะแนนที่ได้: 95.75 (ปีที่แล้วไม่ติด 1 ใน 100 โรงแรมดีที่สุดในโลก)
& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ 7 โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

คะแนนที่ได้: 95.69 (ปีที่ แล้วอยู่ในอันดับที่ 66)
& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010

อันดับ ที่ 8 โรงแรม ปาราซโซ ซัสโซ (Palazzo Sasso)
เมือง ราเวลโล ประเทศอิตาลี
คะแนนที่ได้: 95.17 (ปีที่แล้ว ไม่ติด 1 ใน 100 โรงแรมดีที่สุดในโลก)


& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010


อันดับที่ =9

โรงแรม โดเมน เด อูตส เดอ ลัวร์ (Domaine des Hauts de Loire)


เมือง องแซง (Onzain)   ประเทศฝรั่งเศส
คะแนน ที่ได้: 95.00 (ปีที่แล้วอยู่ใน อันดับที่ 43)

& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
อันดับที่ =10

โรงแรม โฟร์ ซีซั่นส เม็กซิโก ดี.เอฟ.   (Four Seasons Hotel México, D.F.)


เมืองเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
คะแนน ที่ได้: 95.00  (ปีที่แล้วไม่ติด 1 ใน 100 โรงแรมดีที่สุดในโลก)

& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010
หมาย เหตุ:

โรงแรมอื่นๆ ของไทยที่ติดโผ “100 โรงแรมดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2010
ประกอบด้วย:
อันดับที่ 27 โรงแรม โฟร์ซีซั่นส รีสอร์ท จ. เชียงใหม่
คะแนนที่ได้: 93.95 (ปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 21)


& รูป 10 โรงแรมดีที่สุดในโลก ประจำปี 2010


อันดับ ที่ 57   โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ
คะแนนที่ได้: 92.89  (ปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 20)

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา





         

หลังจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ดินแดนอาถรรพ์ เป็นปริศนาอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลกมาเนิ่นนาน และตลอดเวลาที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ต่างตั้งทฤษฎีเป็นข้อสันนิษฐานกับปริศนานี้มาหลายทฤษฎี แต่ทว่าก็ไม่เคยมีใครสามารถหาความจริงเกี่ยวกับดินแดนอาถรรพ์นี้ได้




แต่ล่าสุด เห็นทีว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า คงจะไม่ได้เป็นดินแดนปริศนาอีกต่อไป เมื่อ ศาสตราจารย์โจเซฟ โมนาแกน และ เดวิด เมย์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้ไขปริศนาดังกล่าวให้กระจ่างชัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการศึกษาพบว่า ความจริงแล้ว บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ไม่ได้เป็นประตูมิติ หรือดินแดนสิ่งมีชีวิตทรงปัญญากว่ามนุษย์แต่อย่างใด แต่พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่มีก๊าซมีเธนอยู่ใต้ท้องทะเลเป็นจำนวนมาก จนปะทุขึ้นเหนือท้องทะเล ซึ่งก๊าซมีเธนนี้ เมื่อขยายตัวเป็นวงกว้างแล้ว ไม่ว่าวัตถุใด ๆ เคลื่อนที่ผ่าน มันก็จะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้จมลงสู่ห้วงทะเลลึกอย่างรวดเร็ว ดังเช่นปฏิกิริยาของก๊าซมีเธนที่เห็นในตัวอย่างนี้


ตัวอย่าง ปฏิกิริยาของก๊าซมีเธน










ทฤษฎีดังกล่าว จึงกลายเป็นทฤษฎีที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุด และอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้น จึงไม่แปลกหากที่ผ่านมา เรือหรือเครื่องบินหลายลำจะเสียการควบคุมก่อนถูกดูดกลืนให้จมลงสู่ท้องทะเลลึกอย่างไร้ร่องรอยใด ๆ ให้เห็น เพราะก๊าซมีเธนจำนวนมากนี้จะมีพลังมหาศาลที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมลงสู่ก้นบึ้งของท้องทะเล ส่วนคำถามที่ว่าแล้ววัตถุที่จมลงสู่ท้องทะเลนั้นหายไปไหน ทำไมไม่มีใครเคยค้นพบเศษซากของเรือและเครื่องบินที่สูญหายเลยซักครั้ง นั่นก็เป็นเพราะว่าไม่มีใครกล้าเดินทางเข้าไปในบริเวณดังกล่าว และนักสำรวจที่เคยเดินทางเข้าไปเพื่อตรวจสอบความจริงบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าก็ไม่เคยมีใครรอดชีวิตมาเพื่อให้ข้อมูลใด ๆ ได้เลย

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา 

อินเดียแหล่งส่งเมล์ขยะมากที่สุดในโลก

อินเดียกลายเป็นประเทศต้นตอที่มีการส่งอีเมล์ขยะมากที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากการขาดการบังคับใช้กฎหมายด้านคอมพิวเตอร์ที่เข้มงวดมากเพียงพอ

แคสเปอร์สกี้ แลป บริษัทความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตระดับโลกเผยว่า อินเดียกลายเป็นแหล่งส่งอีเมล์ขยะอันดับหนึ่งของโลก เพราะถูกพวกส่งอีเมล์ขยะฉวยโอกาสจากช่องโหว่ทางกฎหมายและความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย

แคสเปอร์สกี้ แลปซึ่งตั้งอยู่ในกรุงมอสโกของรัสเซียเผยว่า ไตรมาสสามของปีนี้มีอีเมล์ขยะหรือที่เรียกว่า จังค์เมล์หรือสแปมเฉลี่ยร้อยละ 79.8 ของอีเมล์ทั้งหมด ในจำนวนนี้ส่งจากอินเดียมากที่สุดร้อยละ 14.8 รองลงมาคืออินโดนีเซียร้อยละ 10.6 และบราซิลร้อยละ 9.7

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้กล่าวว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของสแปมที่ถูกส่งจากคอมพิวเตอร์จากประเทศในเอเชียและลาตินอเมริกา อันเนื่องมาจากการขาดความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตและกฎหมายต่อต้านสแปม ทำให้ผู้ส่งสแปมดำเนินการได้ตามใจชอบ
ด้านผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตในนครมุมไบ เมืองหลวงทางการเงินของอินเดียมองว่า ผู้ส่งสแปมมองหาแหล่งใหม่ ๆ เนื่องจากถูกหลายประเทศกวาดล้าง ขณะที่อินเดียเอง แม้มีกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่ปี 2000 แต่กลับไม่มีบทลงโทษผู้ส่งสแปมที่ชัดเจน
แคสเปอร์สกี้เตือนว่า การที่อินเดียไม่ตื่นตัวเรื่องนี้จะเปิดช่องให้อาชญากรในโลกไซเบอร์สร้างบอตเน็ตหรือเครือข่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัสได้ง่ายขึ้น ขณะที่แวดวงผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในอินเดียที่กำลังเฟื่องฟูเปิดช่องให้สแปมและซอฟท์แวร์ประสงค์ร้ายฉวยโอกาสได้เช่นกัน

ตามข้อมูลของสมาคมอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือแห่งอินเดีย กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 112 ล้านคน มากเป็นอันดับสามของโลก รองจากจีนและสหรัฐฯ คาดมีผู้ใช้รายใหม่เพิ่มขึ้นเดือนละ 5-7 ล้านคน และจะแซงหน้าสหรัฐได้ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งจะยิ่งทับถมกลายเป็นปัญหามากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การใช้ซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัส หรือแม้กระทั่งการตั้งพาสเวิร์ด ทั้งการใช้ส่วนบุคคล ระดับองค์กร หรือกระทั่งหน่วยงานราชการ การรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานยังถือเป็นสิ่งที่อ่อนด้อย โดยเมื่อเดือนที่แล้ว แฮ็กเกอร์สามารถเจาะเข้าเว็บไซต์ของพรรคคองเกรส ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และใส่ภาพและถ้อยคำอนาจารไปบนหน้าโพรไฟล์ของนางซอนญา คานธี หัวหน้าพรรคอีกด้วย

10 สถานที่ฆ่าตัวตายยอดนิยมที่สุดของโลก

ไม่ มีอะไรที่น่าเศร้าที่หลายคนจะเลือกที่จะฆ่าตัวตาย จากสถิต(ปีไหนเขาไม่บอก)พบว่าประเทศที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดในโลกคือลิทัวเนีย รองลงมาคือรัสเซีย แต่กระนั้นหลายคนพยายามเลือกที่จะฆ่าตัวตายในสถานที่สำคัญหรือสวยงามของโลก มากกว่าจะฆ่าตัวตายอยู่ในบ้าน และนี้คือ 10 สถานที่ที่หลายคนเลือกที่จะตายที่น่าสนใจ+ +

10. Niagara Falls

น้ำตก ไนแอการา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำหลายสายรวมกัน ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา โดยสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ยอดนิยมนานกว่า ศตวรรษ เนื่องจากมีบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม โรแมนติก ที่คู่รักหลายคู่ที่ชวนกันไปถ่ายรูปกับน้ำตกเป็นที่ระลึกในวันแต่งงาน และในขณะที่บางคนเลือกที่จะเป็นจุดฆ่าตัวตาย!! โดยจุดที่นิยมมากที่สุดคือ “Horseshoe Falls” ซึ่งเป็นจุดที่สูงสุด สูงกว่าตึก 16 ชั้นพร้อมด้วยกระแสน้ำก็เชี่ยวกราดแน่นอนว่าถ้าตัดสินใจโดดมาแล้วไม่รอดชัว ร์ จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีคนตายตัวตายในที่แห่งนี้ถึง 2780 คน(เท่าที่พบศพ) เฉลี่ยปีละ 23 คน

9. Cold Springs Canyon Bridge

มี หลายคนเชื่อว่าสะพานถูกออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางระหว่างความเป็น ทางตาย หลายคนมักเลือกจบชีวิตความหวังของเขาด้วยการโดดลงสะพาน
Cold Springs Canyon Bridge หลายคนคงไม่รู้จักสะพานนี้ และมันก็ไม่ได้ติด“10 สะพานฆ่าตัวตาย”ด้วย เอาเป็นว่ามันเป็นสะพานที่มีชื่อเสียงสำหรับฆ่าตัวตาย เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อให้รถขับผ่านภูเขาซันตา(Santa Ynez Mountains) เชื่อมกับเมืองซานตาบาร์บาราและเมือง Santa Ynez แค ลิฟอร์เนีย เปิดใช้บริการปี 1963 โดยคนที่เลือกจะฆ่าตัวตายนี้ก็เพราะวิวด้านข้างสวยและโรแมนติกมาก อีกทั้งพื้นด้านล่างหุบเขาลึกเป็นป่าและหินตายแน่นอน  เฉลี่ยตายปีละสิบคน จนมีการถกเถียงว่าควรแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการใช้สถานที่แห่งนี้ฆ่าตัวตาย

9. Tour Eiffel

หอไอเฟล เป็นหอคอยเหล็ก สร้างขึ้นใน ค.ศ.1887-9 ออก แบบโดยวิศวกรที่ มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสชื่อ กุสตาฟ ไอเฟล ตั้งอยู่บนชองป์ เดอ มารส์ บริเวณแม่น้ำแซน ในกรุงปารีส และสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอีกด้วย ด้วยความสูงกว่า 325 เมตรและโรมนติกดังนั้นมันจึงเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาฆ่าตัวตายอย่างช่วย ไม่ได้ จากสถิตจนถึงปัจจุบันมีคนฆ่าตัวตายที่หอคอยนี้ทั้งหมด 350-400 คน การฆ่าตัวตายครั้งแรกคือการแขวนคอตนเองจากคาน และจากสถิต 90 ปีผ่านมา มีคนกว่า 369 คนพยายามฆ่าตัวตายโดยโดดจากที่สูงจาก 57 เมตรชั้นแรก



8. Bridgend

Bridgend เป็นเมืองเล็กๆ ประชากรแค่ 39,429 คน(สำรวจปี 2001) ในคาร์ดิฟฟ์ เวลส์ เป็นเมืองเก่าแก่ในประวัติศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวที่โรแมนติกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปราสาท สะพาน หอคอยที่เก่าแก่ขลัง จึงไม่น่าแปลกอะไรที่เรามักได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายของหนุ่มสาวบ่อยครั้งใน หลายปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยปีละ 23 คน อายุประมาณ 15-30 ฆ่าตัวตายในรูปแบบต่างๆ กัน จนสื่อของอังกฤษต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการฆ่าตัวตาย

7. Las Vegas Strip

ลาสเวกัส เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ที่ รู้จักกันคนทั่วโลก ในชื่อ “เมืองแห่งบาป” เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี การพนัน และการฆ่าตัวตาย โดยผู้หมดหวังในชีวิตมักเข้ามาในเมืองแห่งนี้โดยการจองห้องพัก ก่อนที่จะฆ่าตายพวกเขาจะดื่มสุราและเล่นการพนันให้สนุกสุดเหวี่ยงในชีวิต และจบชีวิตตนเองในห้องพักของตนเองหรือ กระโดด ตึก และที่พบบ่อยก็คือทำทีขอตัวจากกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวและเขาก็ไม่กลับมาอีก เลย ที่น่าตะลึงคือข่าวเหล่านี้มักปกปิด ไม่ว่าจะเป็นทาง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงาน โรงแรม บ่อนการพนัน ล้วนปกปิดข้อมูลนี้ทั้งหมดไม่ให้ปรากฏเป็นข่าวออกไปสู่สื่อสาธารณะ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและธุรกิจของเมือง

6. Sandanbeki

ซันดัมเบกิ เป็นหน้าผาสูงชันกว่า 50 เมตร อยู่ในเมืองวากายามิซึ่งในตำนานเล่าว่ามีถ้ำทะเลลับที่ซ่อนเรือโบราณเอาไว้ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังมีชื่อเสียงสำหรับคนที่จะฆ่าตัวตาย เนื่องจากเป็นจุดที่มองทัศนียภาพที่สวยและดีที่สุดในญี่ปุ่นทำให้ได้ บรรยากาศอารมณ์เศร้าๆ  อีกทั้งถ้าโดดลงไปไม่มีทางรอดแน่ๆ เพราะด้วยหน้าผาที่สูงชันและพื้นล่างเต็มไปด้วยโขดหิน คลื่นลมแรง ทะเล โดยผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มักเป็นคู่รักที่ไม่สมหวัง หรือคนเดียวโด่ๆ ก็ยังไหว จนสถานที่แห่งนี้ได้ขนานนามว่า “ดอกไม้ที่ตายแล้วจะไม่บานสะพรั่ง”
5. Sioux Falls

ซูฟอลส์ เป็น เมืองใหญ่ที่มีสถิตเติบเร็วที่สุดในประเทศอเมริกา ตั้งอยู่ในรัฐเซาท์ดาโคตา ถือว่าเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวและนันทนาการ เต็มไปด้วยสถานที่แปลกๆ สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ ที่ราบกว้างสวยงาม อีกทั้งในเมืองยังมีกิจกรรมดนตรี หอศิลป พิพิธภัณฑ์ แข่งกีฬา และเมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงในฆ่าตัวตาย โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละปีมีผู้มาในเมืองแห่งนี้ฆ่าตัวตายประมาณ 15-25 ต่อปี ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอเมริกันหนุ่มสาว ดังนั้นเมืองแห่งนี้เลยมีการจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพและรักษาโรคและให้ความ สะดวกสบายแก่ผู้ที่รับการปรึกษาปัญหาชีวิตเพื่อแก้ทางออกไม่ให้ฆ่าตัวตาย

4. Beachy Head

เป็นแหลมหินชอล์กที่ตั้งอยู่ในแฮสติ้ง อีสต์ซัสซิกซ์ บนชายฝั่งตอนใต้ของประเทศอังกฤษ ซึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ หน้าผาแห่งนี้ก่อรูปขึ้นด้วยหินปูนละเอียดเมื่อประมาณหนึ่งล้านปีก่อน จนมีหน้าผาสูงจากน้ำทะเลกว่า 530 เมตร ด้วยความสูงของมันทำให้หลายปีที่ผ่านมาสถานที่แห่งนี้จึงมีคนฆ่าตัวตายมาก ที่สุดเป็นในโลกเป็นอันดับสาม ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยกระโดดตนเองจากหน้าผาเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อปี ซึ่งข้างล่างเต็มไปด้วยโขดหินและน้ำทะเล ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายโดยการเดินเท้าหรือทางรถยนต์ ทำให้ทางการมีการตั้งทีมลาดตระเวนออกตรวจตาและตู้โทรศัพท์พิเศษเพื่อแจ้ง เหตุ และที่นี้เคยเป็นจุดฆ่าตัวตายช็อกโลกมาแล้วเมื่อคุณพ่อนีลชาวอังกฤษวัย 34 ปี  และคุณแม่คาซูมิชาวญี่ปุ่นวัย 44 ปี ได้ตัดสินใจกระโดดพร้อมกันที่ประภาคารของชายหาดพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณของหนูน้อยแซมในเป้ใบใหญ่ เนื่องจากทั้งคู่รับไม่ได้ถ้ามีชีวิตอยู่โดยขาดลูกคนนี้


3.The Gap, Australia

Gap เป็น เนินเขาและหน้าผาในเมืองบริสเบน รัฐควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย นอกเหนือจากหน้าผาที่สวยงามแล้วมันยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความ นิยมมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมากมายไม่ว่าเป็น สโมสรกีฬา ป่า ร้านอาหาร โรงแรม ช๊อปปิ้ง จึงไม่แปลกอะไรที่โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละปีมีคนถึง 50 คนกระโดดฆ่าตัวตายในที่แห่งนี้รวมไปถึงคนดังอย่างนักประกาศสาว Charmaine Dragun ที่ ฆ่าตัวในปี 2007 เนื่องจากสถาวะซึมเศร้าและอาการเบื่ออาหาร ทำให้สถานที่แห่งนี้ต้องติดตั้งกล้องรักษาความปลอดภัย โทรศัพท์ และรั้วสูงเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย

2.Aokigahara

ประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดของโลก โดยสถานที่นิยมที่จะไปฆ่าตัวตายคือ อะโอกิงาฮาราเป็นป่าที่อยู่บริเวณภูเขาฟูจิในญี่ปุ่น โดยจุดที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดจะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิที่เรียกว่า “ทะเลป่า” ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นจุดฆ่าตัวตายอันดับสองของโลก สาเหตุเนื่องมาจากนิยายเรื่อง”Black Sea of Trees” ที่ เป็นนิยายที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับคนรักฆ่าตัวตาย ในตำนานก็ยังเล่าว่าเป็นจุดที่มีผีสิง ปีศาจปรากฏตัวจนกลายเป็นป่าแห่งความตาย นอกจากนั้นยังมีบุคคลที่ฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัว ผู้สูงอายุ ส่วนสถิตการฆ่าตัวตายประมาณ 70 คนต่อไป ในปี 2002 พบว่ามีการพบศพคนฆ่าตัวตายที่ส่วนใหญ่จะเป็นการแขนคอถึง 78 ราย ซึ่งมากกว่าสถิตเดิมจาก 73 รายในปี 1998 และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยและปัญหาการตกงาน

1. Golden Gate Bridge

สะ พานโกลเดนเกต หรือสะพานประตูทองที่ต้อนรับผู้มุ่งมาซานฟรานซิสโก เป็นสะพานแขวนแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาสร้างในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ เมื่อปี ค.ศ. 1933 เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1937 ตอนกลางสะพานยาว 1,280 เมตร กว้าง 27 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 67 เมตร มีทางรถยนต์ 6 ทาง รถบรรทุก 3 ทาง รถไฟ 2 ทาง ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อสะพานนี้สร้างเสร็จ สะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาและ กลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วไปโลก และนับตั้งแต่สะพานโกลเด้น เกท เปิดตัวเมื่อปี 1937 สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับคนอยากตายเพราะมีตัวเลขผู้มา ฆ่าตัวตายที่แห่งนี้มากกว่า 1,500 คน(เฉลี่ยปีละ 30 คน) ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนนิยมฆ่าตัวตายที่โกลเด้น เกตเนื่องจากสะพานอยู่สูงกว่าผิวน้ำถึง 227เมตร
บวกกับกระแสน้ำที่ เชี่ยวกรากแล้ว ทำให้โอกาสที่จะได้ตายสมดังความตั้งใจนั้นสูงเฉียดร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งว่ากันว่ามันเป็นสถานที่ฆ่าตัวตายที่ให้ความรู้สึก โรแมนติกมาก  แม้ทางการเองจะออกมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายบนสะพานหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะ ติดตั้งกล้องสอดส่องพฤติกรรมของคนบนสะพานตลอดความยาว 3 กิโล เมตรของโกลเด้น เกท การจัดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบนสะพานอยู่ตลอดเวลา และยังมีโทรศัพท์สายด่วนบนสะพานให้คนที่ท้อแท้ใจโทรมาพูดคุยปรึกษาเจ้า หน้าที่ได้ด้วย แต่กระนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้สถิตเหล่านี้ลดลงเลย